บริหารการเงินด้วย 5 วิธี ในยุควิกฤติ COVID-19

บริหารการเงินด้วย 5 วิธี จากวิกฤติโรคร้ายอย่าง COVID-19 ที่เริ่มต้นระบายมาตั้งแต่ปลายปี 2019 จนปัจจุบันนั้นยังมีการระบาดที่เกิดขึ้นอย่าไงม่หยุดหย่อน สำหรับหลายๆ คน อาจจะรู้สึกว่ามันเป็นระยะเวลานานเหลือเกินอยู่แต่บ้านทั้งวันทั้งคืน ผู้ที่มีรายได้ประจำที่มั่นคง เช่น ข้าราชการ พนักงานบริษัทขนาดใหญ่ อาจต้องเปลี่ยนรูปแบบการใช้ชีวิตทั้งการงาน การเงิน และชีวิตประจำวัน

จากเดินทางไปทำงานที่ทำงาน แฮงเอ้าท์กับเพื่อนหลังเลิกงาน ไปเที่ยวต่างจังหวัดกับครอบครัวหรือกลับไปเยี่ยมครอบครัวที่ต่างจังหวัดในวันหยุดยาวอย่างสงกรานต์

แต่ในสถานการณ์ประกาศ lockdown กรุงเทพฯ และต่างจังหวัด หลายๆ คนได้มีโอกาสทำงานที่บ้าน (work from home) ไม่ได้กลับไปเยี่ยมครอบครัวได้เพราะกลัวว่าตัวเองจะนำเชื้อโควิด (สงสัยกับตัวเองทุกวันว่าเราติดโควิดหรือยังเนี่ย?) ไปให้คนในครอบครัว ทำกับข้าวกินเอง (ทั้งๆ ที่ไม่เคยหยิบจับกระทะมาก่อนในชีวิต) แต่ผู้ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคงจะเป็นพนักงานหรือเจ้าของธุรกิจ ห้างร้าน ผับต่างๆ ที่ต้องปิดลงทำให้กระแสเงินสดรับจ่ายต่างออกไปจากในอดีต วันนี้มี 5 วิธีการบริหารการเงินมาฝากกัน

บริหารการเงินด้วย 5 วิธี ในยุควิกฤติ COVID-19 1.การมองหานโยบายภาครัฐ หรือธนาคารแห่งประเทศไทยที่ช่วยเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากโควิด

1.การมองหานโยบายภาครัฐ หรือธนาคารแห่งประเทศไทยที่ช่วยเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากโควิด

อย่างเช่น ธนาคารพักชำระเงินต้นแก่ลูกหนี้ 3-12 เดือน ให้สินเชื่อเพิ่มสำหรับลูกหนี้ SME ขยายระยะเวลาวงเงินหมุนเวียน ปรับปรุงโครงสร้างหนี้ด้วยอัตราดอกเบี้ยพิเศษ (รายละเอียดขึ้นอยู่กับแต่ละธนาคาร https://www.bot.or.th/Thai/FinancialInstitutions/Pages/FI_Support.aspx)  การคืนหลักประกันการใช้ไฟฟ้า มาตรการของสำนักงานประกันสังคม เช่น มาตรการเงินทดแทนจากการขาดรายได้ ลดอัตราเงินสมทบและขยายกำหนดเวลายื่นแบบอัตราเงินสมทบนายจ้างและผู้ประกันตน ซึ่งนโยบายต่าง ๆ จะช่วยเพิ่มกระแสเงินสดรับหรือช่วยลดกระแสเงินสดจ่ายของพวกเราได้ ไม่มากก็น้อย

2.การลงทุนในตลาดหุ้น ตราสารหนี้ หรือหน่วยลงทุน

2.การลงทุนในตลาดหุ้น ตราสารหนี้ หรือหน่วยลงทุน

ปัจจุบันนี้ SET index ปิดที่ 1097 จุด (ข้อมูล ณ 27 มีนาคม 2563) ซึ่งสำหรับตลาดหุ้นไทย SET index เคยอยู่ในระดับนี้เมื่อประมาณ 7-8 ปีที่แล้ว จึงถือเป็นโอกาสที่ดีสำหรับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้สูงที่จะเริ่มลงทุน หรือเก็บหุ้นเข้า port ในช่วงเวลานี้ เพราะสามารถซื้อหุ้นได้ในราคาที่ต่ำกว่าหากเทียบกับระยะเวลาในช่วง 7-8 ปีที่ผ่านมา

อย่างไรก็ดี ในสถานการณ์ COVID-19 หลายธุรกิจที่ไม่มีสายป่านยาว อาจจะไม่สามารถดำเนินธุรกิจให้ผ่านพ้นช่วงนี้ไปได้ ดังนั้น ข้อควรระวังในการลงทุน คือ ควรเลือกธุรกิจที่มั่นคง การเงินโอเค มีความสามารถในเติบโตได้ในระยะยาว มีแหล่งเงินทุนที่มากพอที่จะดำรงธุรกิจได้ในระยะยาว เป็นธุรกิจที่มีความเสี่ยงที่จะโดน disrupt ต่ำ

3.การเพิ่มสภาพคล่องกระแสเงินสด

3.การเพิ่มสภาพคล่องกระแสเงินสด

เพื่อนำไว้ใช้จ่ายในช่วงโควิด สถานการณ์ปัจจุบันทำให้เรามีค่าใช้จ่ายทางสาธารณสุขเพิ่มขึ้น เช่น หน้ากากอนามัย เจลแอลกอฮอล์ วิตามินซี แต่การเดินทางไปในสถานที่ต่างๆ มีข้อจำกัดมากขึ้น จึงควรเพิ่มสภาพคล่องทางการเงินโดยการนำเงินไปลงทุนในหลักทรัพย์ที่มีสภาพคล่องมากขึ้นกว่าเดิม

ตัวอย่างเช่น การโยกย้ายการลงทุนจากหุ้นกู้ หุ้นทุน การฝากเงินไว้กับสหกรณ์ เป็นการนำเงินไปฝากบัญชีออมทรัพย์ให้เพียงพอกับรายจ่ายประมาณ 6 เดือน (หากคาดการณ์ว่าสถานการณ์โควิดจะคงอยู่ประมาณ 6 เดือน) การเก็บเงินสดบางส่วนไว้กับตัว

4.มองหาอาชีพเสริม หรืออาชีพใหม่ที่มาทดแทนอาชีพเดิม
บริหารการเงินด้วย 5 วิธี

4.มองหาอาชีพเสริม หรืออาชีพใหม่ที่มาทดแทนอาชีพเดิม

อาชีพที่รุ่งเรืองในภาวะนี้ เช่น พนักงาน grab bike youtuber ขายของออนไลน์ อาจทำให้การเงินเราดีขึ้น หากใครยังนึกไม่ออกว่าจะทำอาชีพอะไรดี ช่วงนี้เป็นเวลาที่ดีในการพัฒนาทักษะต่าง ๆ เพื่อเตรียมพร้อมที่จะเผชิญกับโลกในยุคปัจจุบัน เช่น เรียนรู้การใช้เทคโนโลยีในการทำงานและการใช้ชีวิตประจำวัน พัฒนาทักษะภาษาอังกฤษจากห้องเรียนใน youtube หรือการดูหนังจาก Netflix พัฒนาบุคลิกภาพทั้งทางกายภาพ ทางอารมณ์และทางสติปัญญา ยกตัวอย่างเช่น ฝึกเล่นโยคะหรือเต้นแอโรบิคตาม youtube เป็นต้น

5.วางแผน ตั้งงบล่วงหน้า / แบ่งเงินใช้ตามวัน / จดบันทึกทึกการใช้จ่าย
บริหารการเงินด้วย 5 วิธี

5.วางแผน ตั้งงบล่วงหน้า / แบ่งเงินใช้ตามวัน / จดบันทึกทึกการใช้จ่าย

ขั้นตอนต่อมาเปรียบเสมือนการวางแผนเพื่อใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดให้เกิดประโยชน์สูงสุดอย่างมีวินัย หรือการบริหารการเงินของตัวเอง เริ่มต้นจากตั้งงบใช้จ่ายล่วงหน้าซึ่งอาจเริ่มจากการแบ่งเป็นรายเดือน จากนั้นก็แบ่งเป็นรายวัน และในสถานการณ์เช่นนี้ทุกรายจ่ายต้องถูกบันทึก เพื่อทบทวนว่าเป็นไปตามแผนที่วางไว้หรือไม่ และนำไปปรับปรุงแผนสำหรับเดือนถัดไป

อีกทั้งยังเป็นการฝึกวินัยการใช้จ่ายไปด้วย มาถึงตรงนี้อาจมีคำถามว่า แล้วกำหนดระยะเวลาเพื่อตั้งบล่วงหน้าเท่าไรดี? โดยเฉลี่ยแล้ววิกฤตในอดีตกินระยะเวลาประมาณ 6-12 เดือน กว่าที่เศรษฐกิจจะเริ่มลืมตาอ้าปากได้ สำหรับวิกฤตครั้งนี้ที่ยังไม่มีอะไรชัดเจนแล้วแนะนำว่าใช้ระยะเวลา 12 เดือน เพื่อความรอบคอบมากที่สุด

อย่างไรก็ดี หากนักลงทุนไม่สามารถรับความเสี่ยงได้สูง ก็อาจเห็นมาลงทุนในกองทุนรวม money market fund และกองทุนรวมตราสารหนี้แทน เนื่องจากมีความเสี่ยงที่ต่ำกว่ากองทุนหุ้น หรือการลงทุนซื้อหุ้นในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย อีกทั้ง ธนาคารแห่งประเทศไทยมีนโยบายให้ืความช่วยเหลือด้านสภาพคล่องแก่กองทุนรวมทุกกอง ที่เป็นกองทุน Money Market Fund และกองทุนรวมตราสารหนี้ที่เป็นกองเปิดทุกกอง

ที่ได้รับผลกระทบจากการขาดสภาพคล่องของตลาดการเงิน โดยได้จัดตั้งกลไกพิเศษเพื่อช่วยเหลือด้านสภาพคล่องแก่กองทุนรวมตราสารหนี้ ซึ่งกองทุนรวมทุกกองจะขอรับสภาพคล่องผ่านธนาคารพาณิชย์โดยการกู้ยืมผ่านการธุรกรรม repo หรือการกู้ยืมเงินโดยมีหลักประกันและมีสัญญาว่าจะซื้อคืน ซึ่งธนาคารพาณิชย์ที่ให้ความช่วยเหลือจะสามารถกู้ยืมสภาพคล่องผ่านธุรกรรม repo จากธนาคารแห่งประเทศไทยด้วยอัตราดอกเบี้ยพิเศษอีกด้วย

สุดท้ายแล้วการที่เราจะอยู่รอดในยุคเศรษฐกิจ ที่มีโรคระบาดแบบนี้นั้นต้องอยู่ที่การพึ่งตนเอง ซึ่งเราต้องมีความตั้งมั่น และภูมิคุ้มกันในตัวเองก่อน อย่างเช่นการเพิ่มพูนความรู้ ความสามารถในการบริหารต่างๆ การจัดการการเงินรวมไปถึงการจัดการความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นอีกด้วย

คราวนี้มาดูธุรกิจของฝั่งยุโรปกันบ้างอย่างการซื้อกิจการ Fox ของ Disneyหลังจากข่าวการซื้อกิจการของ 21st Century Fox โดย The Walt Disney Company เสร็จสมบูรณ์ไป ซึ่งการตรงลงกันระหว่างสองค่าย ในครั้งนั้น ก็กินเวลานานถึง 6 เดือนเลยทีเดียว กว่าจะสำเร็จเสร็จสิ้น โดยทาง ดิสนีย์ ได้ยื่นข้อเสนอมูลค่า 7.13 หมื่นล้านเหรียญ เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2019 ที่ผ่านมา มากกว่า Comcast ที่ยืนข้อเสนอในการซื้ออยู่ที่ 6.5 หมื่นล้านเหรียญ นั่นทำให้ ดิสนีย์ ขึ้นแท่นเป็นหนึ่งในผู้ผลิตภาพยนตร์และรายการโทรทัศน์รายใหญ่ที่สุดและทรงพลังที่สุดในปัจจุบันนี้

บทความที่คุณอาจสนใจ : สูตรอาหารอีสานรสแซ่บ 3 เมนู